บทความ  By Sbobet Thailand

ประวัติรองเท้าสตั๊ด กับประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ด้วยการพัฒนาให้เหมาะกับนักเตะ

ประวัติรองเท้าสตั๊ด

ประวัติรองเท้าสตั๊ด กับประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ด้วยการพัฒนาให้เหมาะกับนักเตะ

ว่ากันว่ารองเท้าฟุตบอล หรือรองเท้าสตั๊ดนั้น เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1526 สมัยของคิงเฮนรี่ที่แปด แห่งราชวงศ์ทิวเดอร์ โดยช่างทำรองเท้า Cornelius Johnson ซึ่งผลิตขึ้นจากหนังที่แข็งแรง หุ้มข้อเท้าสูงและมีน้ำหนักมาก
จากนั้นผ่านมา 300 ปี ในช่วง ค.ศ.1800 กีฬาฟุตบอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศอังกฤษ ได้มีการออกกฎเป็นครั้งแรกว่าห้ามใส่รองเท้าแตะลงเล่น แต่อนุญาตให้สวมใส่รองเท้าฟุตบอลเท่านั้น ซึ่งสมัยนั้นรองเท้าฟุตบอลหรือรองเท้าสตั๊ด จะเป็นรองเท้าหนังแข็ง มีเชือกร้อยยาวเป็นระเบียบและมีเหล็กหุ้มที่ปลายรองเท้าคล้ายสตั๊ดในช่วงยุคแรก แต่ได้มีการพัฒนาให้มีปุ่มที่เป็นโลหะ ตอกลงบนพื้นรองเท้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะดินของสนาม โดยมีจำนวน 6 ปุ่มในหนึ่งข้าง จนมาถึงช่วงปี ค.ศ.1924 ก็ยังมีบริษัทหลายยี่ห้อไม่ว่าจะเป็น Gola valsport หรือ Hummel ที่ยังคงทำรองเท้าในรูปแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน

 

ประวัติรองเท้าสตั๊ด

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1923 ชาวเยอรมันผู้ผลิตรองเท้าสตั๊ดชื่อ “อาดิ ดาสเลอร์” โดยเริ่มจากธุรกิจในครอบครัว ซึ่งอาดิได้ใช้ห้องพักที่มีขนาดเพียง 20 ตร.ม. ภายในบ้านเป็นสถานที่คิดค้นและประดิษฐ์รองเท้าสตั๊ดโดยใช้วัสดุจากผ้าและหนังสัตว์ และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ปี ค.ศ.1949 อดอร์ฟ ก็ได้จดทะเบียนบริษัทใหม่เป็น “อาดิดาส” และด้วยความไม่หยุดนิ่งในการพัฒนารองเท้ากีฬา ในปีนั้นเองได้ปฏิวัติรองเท้าสตั๊ดจากแบบเดิมที่พื้นรองเท้ามีปุ่มทำให้ต้องใส่เฉพาะในสนามเท่านั้น ให้เป็นพื้นรองเท้าแบบสามารถถอดปุ่มใต้รองเท้าสตั๊ดออกได้ และต่อมาในปี 1954 ทีมชาติเยอรมันเป็นทีมแรกของโลกที่ได้ใส่รองเท้าของอาดิดาสลงแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสามาถคว้าแชมป์โลกมาครองได้ในที่สุด
และในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการผลิตรองเท้าสตั๊ดให้มีน้ำหนักเบาและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชาฟุตบอล หรือ “ไข่มุกดำ” ชื่อเปเล่ นักเตะทีมชาติบราซิล ได้สวมใส่รองเท้าสตั๊ดที่มีการพัฒนาขึ้น เพื่อให้นักเตะสามารถโชว์ทักษะการเลี้ยงลูก และการควบคุมบอลได้ดีขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเวิร์ดคัพ 1962 ในรอบชิงชนะเลิศ

 

ประวัติรองเท้าสตั๊ด

ในปัจจุบันรองเท้าสตั๊ดจะเน้นดีไซน์ที่โดดเด่น สวยงาม และที่สำคัญคือน้ำหนักต้องเบา หากเปรียบเทียบจากยุคแรกจะเห็นได้ว่าน้ำหนักของรองเท้าขนาด 500 กรัม แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 165 กรัม ซึ่งเป็นพัฒนาเพื่อต้องการให้นักเตะมีความคล่องตัวจนเสมือนวิ่งด้วยเท้าเปล่า ทั้งยังสามารถโชว์ทักษะการเคลื่อนไหวลูกฟุตบอลด้วยลีลาพลิ้วไหวและสามารถยิงประตูเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังควบคุมลูกฟุตบอลได้ดีกว่าเดิม ซึ่งล้วนแต่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้เล่นมากขึ้น

 

ประวัติรองเท้าสตั๊ด

To Top